เรียนภาษาอังกฤษด้วยการอ่านและการฟัง

Pronunciation

การฟังช่วยพัฒนาการออกเสียงภาษาอังกฤษของคุณอย่างไร

การได้ยินผู้บรรยายที่ชัดเจนขณะที่คุณอ่านช่วยฝึกหูของคุณ และฝึกปากของคุณด้วย นี่คือวิธีทำให้ทุกครั้งที่ฟังมีความหมาย

อัปเดตเมื่อ มิถุนายน 2026

ทำไมการฟังขณะอ่านจึงช่วยเรื่องการออกเสียง

การสะกดคำในภาษาอังกฤษกับเสียงในภาษาอังกฤษมักจะแตกต่างกันมาก คำว่า 'knight' มี k ที่ไม่ออกเสียง gh ที่ไม่ออกเสียง และสระที่ฟังไม่เหมือนกับที่ตัวอักษรบ่งบอกเลย เมื่อคุณอ่านในใจ คุณอาจเดาการออกเสียงเงียบ ๆ และการเดานั้นอาจฝังอยู่นานหลายปี การฟังผู้บรรยายขณะที่คุณติดตามข้อความจะเปลี่ยนการเดาให้เป็นเสียงจริง ทุกประโยคที่คุณอ่านไปพร้อมฟังกลายเป็นบทเรียนการออกเสียงเล็ก ๆ วิทยาศาสตร์เบื้องหลังเรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่าการรับฟังที่มีคุณภาพและซ้ำ ๆ จะสร้างแบบจำลองภาษาในใจที่ช่วยทั้งการเข้าใจและการผลิตภาษา

สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จริง ๆ จากเสียงของผู้บรรยาย

  • **เสียงที่ถูกต้อง** คุณได้ยินว่าแต่ละคำออกเสียงอย่างไรพอดี รวมถึงสระที่ยุ่งยาก ตัวอักษรที่ไม่ออกเสียง และกลุ่มพยัญชนะที่เรียงติดกัน
  • **การเน้นเสียงในคำ** การเน้นเสียงในภาษาอังกฤษไม่ได้คาดเดาได้เสมอไป การได้ยิน 'phoTOgraphy' เทียบกับ 'PHOtograph' จะตรึงรูปแบบนั้นไว้ในความทรงจำของคุณ
  • **จังหวะและทำนองของประโยค** การขึ้นลงตามธรรมชาติของผู้บรรยายแสดงให้คุณเห็นว่าภาษาอังกฤษจัดกลุ่มคำเป็นวลีและสื่อความหมายด้วยระดับเสียงอย่างไร
  • **การพูดที่เชื่อมต่อกัน** ในการพูดตามธรรมชาติ คำต่าง ๆ จะกลืนเข้าด้วยกัน ผู้บรรยายทำให้คุณได้ยิน 'going to' ออกเสียงเป็น 'gonna' หรือ 'did you' เป็น 'didja' ในขณะที่คุณยังเห็นรูปเขียนได้

กลวิธีใช้ได้จริงในทุกครั้งที่ฝึก

ฟังและอ่านไปพร้อมกัน

บน The Reading Corner ข้อความจะไฮไลต์ทีละคำขณะที่ผู้บรรยายพูด จับสายตาของคุณไว้ที่คำที่ถูกไฮไลต์และให้หูของคุณยืนยันสิ่งที่ตาคุณเห็น คุณไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย การซิงค์กันทำงานนั้นให้คุณ เริ่มต้นด้วย ระดับที่รู้สึกสบาย ๆ เพื่อให้คุณจดจ่อกับเสียงได้มากกว่าความหมาย

ลองพูดตามเบา ๆ หลังจบประโยค

หยุดเสียงบรรยายหลังประโยคสั้น ๆ แล้วพูดทวนเบา ๆ โดยลอกแบบการเน้นเสียงและจังหวะของผู้บรรยาย เทคนิคนี้ — บางครั้งเรียกว่า shadowing — ช่วยให้ปากของคุณเรียนรู้การเคลื่อนไหวทางกายภาพที่อยู่เบื้องหลังเสียงที่คุณได้ยินมา คุณไม่ต้องพูดดังหรือสมบูรณ์แบบ แม้แต่เสียงกระซิบเบา ๆ ก็กระตุ้นการเชื่อมโยงระหว่างการได้ยินกับการพูด

ฟังตอนสั้น ๆ ซ้ำอีกครั้ง

หากคุณได้ยินคำหรือวลีที่ไม่แน่ใจว่าจะออกเสียงอย่างไร ให้ย้อนกลับไปฟังอีกสองสามครั้ง การฟังซ้ำสั้น ๆ ที่จดจ่อมีประโยชน์มากกว่าการพยายามอ่านทั้งบทใหม่

สังเกตคำที่ถูกเน้นเสียงหนึ่งคำต่อหนึ่งประโยค ถามตัวเองว่า ผู้บรรยายเน้นคำไหน? ภาษาอังกฤษมักเน้นข้อมูลที่สำคัญที่สุด และการเน้นเสียงนั้นเปลี่ยนความหมายทั้งหมด

การเลือกหนังสือที่เหมาะสำหรับฝึกการออกเสียง

เสียงบรรยายที่ชัดเจนและมีอารมณ์ให้แบบเสียงต้นแบบที่ดีกว่าการอ่านแบบเรียบหรือไร้น้ำเสียง หนังสือทุกเล่มบน The Reading Corner มีเสียงบรรยาย แต่บางเล่มดีเป็นพิเศษสำหรับงานฝึกการออกเสียง Aesop's Fables ใช้ประโยคสั้น ๆ และคำศัพท์ที่ใช้กันทั่วไป เหมาะสำหรับ ผู้เรียนระดับ A2 หรือ B1 ที่อยากฝึกโดยไม่หลงทางในไวยากรณ์ที่ซับซ้อน Alice's Adventures in Wonderland มีโครงสร้างประโยคที่หลากหลายและบทสนทนาที่มีชีวิตชีวา ซึ่งช่วยให้คุณได้ยินว่าทำนองเสียงเปลี่ยนไปตามอารมณ์อย่างไร The Adventures of Sherlock Holmes เหมาะกับผู้เรียนระดับสูงขึ้นที่อยากได้ยินทั้งระดับภาษาที่เป็นทางการและแบบสนทนาเคียงข้างกัน

บอกกันตรง ๆ: การรับฟังอย่างเดียวยังไม่พอ

การฟังและอ่านไปพร้อมกันสร้างแบบจำลองภายในที่แข็งแกร่งว่าภาษาอังกฤษมีเสียงเป็นอย่างไร มันลดการเดาและช่วยให้คุณจำคำได้เมื่อได้ยินมันในชีวิตจริง แต่การพัฒนาการออกเสียงของคุณ — เสียงที่คนอื่นได้ยินเมื่อคุณพูด — ก็ต้องการการฝึกพูดจริง ๆ ด้วย การอ่านออกเสียงไปพร้อมกับเสียงบรรยายเป็นสะพานที่ดี เพราะมันบังคับให้ปากของคุณผลิตเสียงในจังหวะเดียวกับที่หูของคุณกำลังยืนยันเสียงนั้น เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด จงผสมผสานการอ่านพร้อมฟังเป็นประจำกับการฝึกพูดบ้าง แม้แค่พูดกับตัวเอง อัดข้อความสั้น ๆ หรือคุยกับคู่ฝึกภาษา

เริ่มต้นที่ไหนดี

เลือก ระดับที่ตรงกับภาษาอังกฤษปัจจุบันของคุณ — ไม่ง่ายเกินไป ไม่ยากจนคุณตามความหมายไม่ทัน หากคุณใช้เวลาส่วนใหญ่ในการฝึกไปกับการเปิดหาคำ แสดงว่าระดับสูงเกินไปและการจดจ่อกับการออกเสียงจะแย่ลง ที่ระดับที่เหมาะสม คุณสามารถผ่อนคลายไปกับเสียงของภาษาได้ เลือกดู คลังหนังสือทั้งหมด เพื่อหาหนังสือที่คุณสนใจ หรือดู วิธีการใช้งาน หากคุณเพิ่งเริ่มอ่านพร้อมฟัง